หากรักษาชีวิตคู่ไม่ได้ จงรักษาชีวิตลูกให้ดี

หากรักษาชีวิตคู่ไม่ได้ จงรักษาชีวิตลูกให้ดี

รักของพ่อแม่เป็นทั้งรักแท้และรักยั่งยืน ลูกทุกคนคงเห็นชัดว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทำทุกอย่างให้แก่ลูกนั้น ก็เพราะทำด้วยความรัก

เราจึงควรรู้จักความรักของคุณพ่อคุณแม่ให้ดีสักหน่อย เริ่มแรกรู้จักกันไว้ก่อนว่าความรักนั้นถ้าแยกตามหลักธรรม ก็แบ่งง่ายๆเป็น 2 แบบ

ความรักแบบที่ 1 คือ ความชอบใจอยากได้เขามาสนอง ความต้องการของเราเพื่อให้ตัวเรามีความสุข ความชอบใจที่จะเอามาบำเรอความสุขของเรา

ชอบใจคนนั้นสิ่งนั้นเพราะจะมาสนองความต้องการเป็นเครื่องบำรุงบำเรอเรา ทำให้เรามีความสุขได้ ความรักแบบนี้มีมากมายทั่วไป

ความรักแบบที่ 2 คือ

ความอยากให้เขามีความสุข ความต้องการให้คนอื่นมีความสุข หรือความปรารถนาให้คนอื่นอยู่ดีมีความสุข ความรักของพ่อแม่เป็นแบบที่ 2 นี้ คืออยากให้ลูกมีความสุข

ความรัก 2 แบบนี้แทบจะตรงข้ามกันเลย แบบที่ 1 อยากได้เขามาบำเรอความสุขของเรา จะหาความสุขจากเขาหรือเอาเขามาทำให้เราเป็นสุข แต่แบบที่ 2 อยากให้เขาเป็นสุข จะให้ความสุขแก่เขาหรือทำให้เขาเป็นสุข

ความรักที่หนุ่มสาวมักพูดกันคือแบบที่ 1 แต่ในครอบครัวมีความรักอีกแบบหนึ่งให้เห็น คือความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก โดยเฉพาะความรักของพ่อแม่ต่อลูกคือความอยากให้ลูกเป็นสุข

ความรักชอบใจอยากได้เขามาบำเรอความสุขของเรา ก็คือราคะ ส่วนความรักที่อยากให้เขาเป็นสุข เรียกว่า เมตตา

ความรัก 2 แบบนี้ มีลักษณะต่างกันและมีผลต่างกันด้วย อะไรจะตามมาจากความรักทั้ง 2 แบบนี้ ถ้าความรักแบบที่ 1 ก็ต้องการได้ต้องการเอาเพื่อตนเอง

เมื่อทุกคนต่างคนต่างอยากได้ความรักประเภทนี้ ก็จะนำมาซึ่งปัญหา คือ ความเห็นแก่ตัวและการเบียดเบียนแย่งชิงซึ่งกันและกัน

ส่วนความรักแบบที่ 2 อยากให้ผู้อื่นเป็นสุข เมื่ออยากให้ผู้อื่นเป็นสุขก็พยายามทำให้เขาเป็นสุข เหมือนพ่อแม่รักลูก ก็พยายามทำให้ลูกเป็นสุขและเมื่อทำให้ลูกเป็นสุขได้ตัวเองก็เป็นสุขด้วย

ความรักแบบที่ 1 เป็นความต้องการที่จะหาความสุขให้ตนเอง พอเขามีความทุกข์ลำบากเดือดร้อนหรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถสนองความต้องการของเราได้ เราก็เบื่อหน่ายรังเกียจ

แต่ความรักแบบที่ 2 ต้องการให้เขามีความสุข พอเขามีความทุกข์เดือดร้อน เราก็สงสารอยากจะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ ให้เขาพ้นจากความลำบากเดือดร้อนนั้น

ความรักแบบที่ 1 นั้น ต้องได้จึงจะเป็นสุข ซึ่งเป็นธรรมดาของปุถุชนทั่วไป ที่ว่า เมื่อเอาเมื่อได้จึงมีความสุข แต่ถ้าต้องให้ต้องเสียก็เป็นทุกข์ วิถีของปุถุชนนี้ จะทำให้ไม่สามารถพัฒนาในเรื่องคุณธรรม เพราะว่าถ้าการให้เป็นทุกข์เสียแล้ว คุณธรรมก็มาไม่ได้ มนุษย์จะต้องเบียดเบียนกันจนแก้ปัญหาสังคมไม่ได้

แต่ถ้าเมื่อไรเราสามารถมีความสุขจากการให้ เมื่อไรการให้กลายเป็นความสุข เมื่อนั้นปัญหาสังคมก็จะน้อยลงไปหรือแก้ไขได้ทันที เพราะมนุษย์จะเกื้อกูลกัน

ตามปกติ การให้คือการสละหรือยอมเสียไป ซึ่งมักต้องฝืนใจจึงเป็นความทุกข์ จึงมาสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ ทำให้การให้กลายเป็นความสุขความรักแบบที่ 2 ที่ทำให้คนมีความสุขจากการให้

จึงเป็นความรักที่สร้างสรรค์และแก้ปัญหา เมื่อมนุษย์มีความสุขจากการให้จะเป็นความสุขทั้งสองฝ่าย สุขด้วยกัน คือ ผู้ให้ก็สุขเมื่อเห็นเขามีความสุข ส่วนผู้ได้รับก็มีความสุขจากการได้รับอยู่แล้ว สองฝ่ายสุขด้วยกัน จึงเป็นความสุขแบบประสาน

ความสุขแบบนี้ดีแก่ชีวิตของตนเองด้วย คือ ตนเองมีทางได้ความสุขเพิ่มขึ้น แล้วก็ดีต่อสังคม เพราะเป็นการเกื้อกูลกัน ช่วยให้เพื่อนมนุษย์มีความสุข ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยดี

ความรักของพ่อแม่คือ อยากเห็นลูกมีความสุขและอยากทำให้ลูกเป็นสุข แล้วก็มีความสุขเมื่อเห็นลูกเป็นสุข

เมื่ออยากเห็นลูกมีความสุข พ่อแม่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ลูกมีความสุข วิธีสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ลูกมีความสุขก็คือการให้แก่ลูก เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็จะมีความสุขในการให้แก่ลูก เพราะการให้นั้นเป็นการทำให้ลูกมีความสุข

ในขณะที่คนทั่วไปต้องได้จึงจะมีความสุข แต่พ่อแม่ให้ลูกก็มีความสุข บางทีตัวเองต้องลำบากเดือดร้ อนแต่พอเห็นลูกมีความสุขก็มีความสุข ในทางตรงข้ามถ้าเห็นลูกไม่สบายหรือตกทุกข์ลำบาก พ่อแม่ก็พลอยทุกข์หาทางแก้ไข ไม่มีความรังเกียจ ไม่มีความเบื่อหน่าย แล้วยังทนทุกข์ทนลำบากเพื่อลูกได้ด้วย

รักของพ่อแม่

เขียนโดยพระ พรหมคุณาภรณ์ ปอปยุตฺโต

คัดลอกจากหนังสือ มองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่

รวบรวมในหนังสือ ความจริงเกี่ยวกับ ความรัก ความโกรธ และ ความเมตตา เล่ม 3

รักของพ่อแม่นี้เป็นรักแท้ที่ยั่งยืน ลูกจะขึ้นสูงลงต่ำดีร้าย เพียงใดพ่อแม่ก็รักตัดยังไงก็ไม่ขาด ลูกจะไปไหนห่างไกล ยาวนานเท่าใด จะเกิดเหตุการณ์ผันแปรอย่างไร

แม้แต่จะถูกคนทั้งโลกเกลียดชัง ไม่มีใครเอาด้วยแล้ว พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ก็ยังเป็นอ้อมอกสุดท้ายที่จะโอบกอดลูกไว้เสมอ

ที่มา sabuyjaijung

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *